'Number One' หนังที่ Choi Woo Sik และ Jang Hye Jin กลับมาเจอกัน ขึ้นอันดับ 1 Netflix แค่วันเดียว!





หนังเรื่อง 'Number One' ที่ได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง Choi Woo Sik, Jang Hye Jin และ Gong Seung Yeon มาร่วมแสดง พุ่งทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 บนชาร์ตภาพยนตร์ของ Netflix ได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงวันเดียวหลังจากการเปิดตัวบนแพลตฟอร์มเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ถือเป็นการกลับมาผงาดอีกครั้งของภาพยนตร์เรื่องนี้ หลังจากที่เคยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ และใช้เวลาประมาณสามเดือนในการไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดบนแพลตฟอร์ม OTT
'Number One' เล่าเรื่องราวของ Ha Min (Choi Woo Sik) ที่เริ่มเห็นตัวเลขปริศนาปรากฏขึ้นตรงหน้าทุกครั้งที่เขากินอาหารที่แม่ทำ และเขาก็ได้รู้ว่าเมื่อตัวเลขนั้นลดลงถึงศูนย์ แม่ Eun Sil (Jang Hye Jin) ของเขาจะเสียชีวิต เพื่อปกป้องแม่ เขาจึงพยายามหลีกเลี่ยงอาหารฝีมือแม่ทุกวิถีทาง หนังเรื่องนี้สร้างจากนวนิยายญี่ปุ่นชื่อ 'You Have 328 Chances Left to Eat Your Mother’s Home-Cooked Meals' ของ Uwano Sora กำกับโดย Kim Tae Yong มีความยาว 105 นาที และเหมาะสำหรับผู้ชมอายุ 12 ปีขึ้นไป
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นที่พูดถึงอีกอย่างคือฉากเครดิตตอนท้ายที่กินใจสุดๆ เพราะมีภาพถ่ายของพ่อแม่ของทั้งนักแสดง ทีมงาน และผู้ชมที่มาร่วมงาน
แม้ว่า 'Number One' จะสร้างด้วยงบประมาณที่ไม่สูงมากนักประมาณ 4 พันล้านวอน และต้องทำยอดผู้ชมถึง 1.3 ล้านคนถึงจะคุ้มทุน แต่ตอนที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์กลับมีผู้ชมเพียง 280,000 คนเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถทำกำไรได้ อย่างไรก็ตาม เสียงตอบรับจากผู้ชมกลับดีเยี่ยม ได้คะแนน 8.9 จาก Lotte Cinema, 8.2 จาก Megabox และ CGV Egg Index สูงถึง 91% แสดงให้เห็นว่าคนที่ได้ดูต่างประทับใจกันถ้วนหน้า ด้วยเหตุนี้ หนังจึงอาศัยกระแสปากต่อปากมากกว่ารายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศ และเมื่อมาอยู่บน Netflix ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง พุ่งขึ้นอันดับ 1 ได้อย่างรวดเร็ว
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้หนังเป็นที่จับตามองตั้งแต่ก่อนเข้าฉายคือการคัดเลือกนักแสดง เพราะ Choi Woo Shik และ Jang Hye Jin ที่เคยรับบทแม่ลูกกันมาแล้วใน 'Parasite' ของผู้กำกับ Bong Joon Ho ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในบทบาทแม่ลูกใน 'Number One' โดย Jang Hye Jin เคยเล่าในงานแถลงข่าวว่าลูกชายตัวจริงของเธอหน้าตาคล้าย Choi Woo Sik มาก ทำให้เธอเข้าถึงบทบาทได้ง่ายขึ้น
Choi Woo Sik เองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า "น้ำเสียงของรุ่นพี่ Jang Hye Jin เหมือนแม่ผมจริงๆ เลยครับ ทำให้ผมเข้าถึงบทบาทได้ง่ายขึ้นมาก" และเมื่อพูดถึงการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งหลังจาก 'Parasite' เขาก็เล่าว่า "ครั้งนี้เราสามารถแสดงอารมณ์ที่ลึกซึ้งขึ้นได้มาก ใน 'Parasite' เคมีของเราเน้นไปที่นักแสดงร่วมคนอื่นๆ แต่ในโปรเจกต์นี้ เรามีฉากอารมณ์และการสนทนาร่วมกันเยอะมาก ทำให้เรารู้สึกสนิทกันมากขึ้นไปอีก" นักแสดงหนุ่มยังเปิดใจถึงความกังวลเกี่ยวกับการแสดงอารมณ์ว่า "ผมเคยหลีกเลี่ยงการถ่ายฉากเศร้าๆ เพราะรู้สึกเหมือนจะจมดิ่งไปกับอารมณ์และทำให้ตัวเองไม่มีความสุข แต่รุ่นพี่ Hye Jin แนะนำผมดีมากครับ ผมแค่รับอารมณ์จากเธอ การแสดงก็ออกมาเป็นธรรมชาติเองเลยครับ" 😭
นอกจากนี้ Choi Woo Sik ยังได้กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับ Kim Tae Yong อีกครั้งในรอบประมาณสิบปี หลังจากภาพยนตร์เรื่อง 'Set Me Free' ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงแห่งปีจากเทศกานภาพยนตร์นานาชาติปูซาน
สำหรับโปรเจกต์นี้ สิ่งที่ Choi Woo Shik กังวลมากที่สุดคือการแสดงด้วยสำเนียงปูซาน "ผมคิดว่าการแสดงอารมณ์ผ่านสำเนียงเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่มากครับ อารมณ์ สภาพแวดล้อม และบรรยากาศของย่านนั้นๆ ล้วนฝังอยู่ในวิธีที่ผู้คนพูด และผมกังวลว่าจะทำได้ไม่ดีพอ" เขาเล่า พร้อมเสริมว่าเขาเริ่มเรียนสำเนียงปูซานล่วงหน้าหนึ่งถึงสองเดือนก่อนถ่ายทำ
ในระหว่างการสัมภาษณ์โปรโมท Jang Hye Jin ยังเปิดเผยว่าครั้งหนึ่งเธอเกือบจะเลิกแสดงไปแล้ว "ตอนที่ฉันคิดจะเลิก ฉันเชื่อว่าการแสดงไม่ใช่เส้นทางของฉัน ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์พอ และไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็ดูเหมือนจะมีคนเก่งกว่าฉันมากมาย" เธอสารภาพ
หลังจากเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจาก 'Parasite' ตอนนี้เธอก็กลายเป็นนักแสดงนำในภาพยนตร์อันดับ 1 ของ Netflix ไปแล้ว
Jang Hye Jin อธิบายว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น "หนังที่ยอดเยี่ยมสำหรับครอบครัวที่จะดูด้วยกันในช่วงวันหยุด" พร้อมเสริมว่า "เป็นหนังที่ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ และลูกๆ สามารถเพลิดเพลินไปด้วยกันได้โดยไม่มีความแตกต่างทางรสนิยมมากนักในแต่ละช่วงวัย" หลังจากเปิดตัวบริการ VOD เมื่อวันที่ 16 มีนาคม และเข้าสู่ Netflix อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ตอนนี้วงการก็จับตาดูว่า 'Number One' จะสามารถรักษาตำแหน่งอันดับ 1 บนแพลตฟอร์ม OTT ได้นานแค่ไหน